วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558
วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2558
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558
เทคนิคการสอนคณิตศาสตร์
สอนคณิตศาสตร์เด็กอ่อนให้เก่ง ด้วยวิธีการง่ายๆ
สวัสดีครับทุกท่าน
สบายดีกันนะครับ วันนี้นำวิธีการพื้นฐานง่า่ยๆ ในการสอนคณิตฯ ให้กับเด็กที่อ่อนเพื่อให้เค้าเก่งได้ในวันหนึ่ง
แนวคิดพื้นฐานของครู
ครูไม่ควรคาดหวังกับเด็กสูง หรือเอาแบบเรียนมาเป็นมาตรฐานในเบื้องต้น
ครูควรจะเปิดใจกว้างว่าเด็กทุกคนรับได้และคิดได้ต่างๆ กัน แต่สามารถพัฒนาตนเองได้ทุกคน
ครูสอนเด็กด้วยศรัทธานำ ทำเพื่อพัฒนาเด็กเป็นสำคัญ
ครูไม่ควรเอาเด็กเก่งและ่อ่อนมาเทียบกัน แต่ให้สร้างแรงจูงใจให้กับเด็กอ่อนในการพัฒนาตนมองพัฒนาการเป็นรายบุคคลเป็นสำคัญ
ครูมีการเสริมแรงเมื่อเด็กทำโจทย์ หรือเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ แม้้ว่าจะดูว่าง่ายสำหรับครู แต่ไม่ง่ายสำหรับเด็ก
เอาใจเด็กมาใ่ส่ใจครู เอาความรู้ในครูไปเสริมให้เด็ก
ลักษณะแนวทางการสอนหรือทำแบบฝึกหัดในภาคการศึกษา
เตรียมข้อสอบวัดพื้นฐานเด็กเพื่อทราบว่าเด็กอยู่ในระดับใด (รู้เขารู้เรา รู้จุดอ่อนเขา รู้จุดอ่อนเรา)
ประมวลระดับพื้นฐานเด็ก
เตรียมกระดาษที่ใช้แล้วและอีกหน้าหนึ่งยังว่างอยู่
เขียนโจทย์ไว้ให้เยอะๆ เรียงตามหมวดหมู่ความยากง่ายตามลำดับ
แบ่งกลุ่มเด็กกลุ่มละสามคน โดยให้เด็กจับกลุ่มกันเองตามสมัครใจ
ให้โจทย์ในระดับที่ต่ำสุดที่เด็กไม่รู้ ให้ไปทำ เขียนโจทย์ลงกระดาษ ให้แต่ละกลุ่มไปทำกันมา ทำเสร็จเอามาส่งครู แล้วรับโจทย์ใหม่ไปทำต่อ พร้อมให้อธิบายคร่าวๆ ว่าเข้าใจอย่างไรบ้างในการพบแต่ละครั้ง
ครูสามารถให้โจทย์แนวเดิมไปต่อได้อีกแต่เปลี่ยนรูปแบบให้ระดับง่ายๆ ไปเพื่อดูว่าเด็กเข้าใจและเสริมพื้นฐานให้แน่นขึ้น
การให้โจทย์แต่ละครั้งแล้วเด็กทำได้ ก็ให้เช็คเครื่องหมายระดับและจำนวนโจทย์ที่ทำได้
โจทย์ต่างๆ ครูอาจจะเอามาจากในหนังสือในห้องสมุดเพิ่มเติม ก็ได้ เพื่อกระตุ้นให้เด็กไปเปิดหนังสือว่าครูเอาโจทย์มาจากไหน เปลี่ยนตัวเลขให้คล้ายๆ เพื่อเสริมทักษะของเด็ก
ให้ทำไปเรื่อยๆ จนครบเทอม หรือจนกว่าจะจบโรงเรียนไปเลยก็ได้ครับ แล้วแต่นโยบายของโรงเรียน หรือภาควิชา หรือมหาวิทยาลัย
ให้เด็กประเมินตัวเองว่ารู้อย่างไรบ้าง
เด็กจะมีการถามเพื่อนคนอื่นก็ได้ ช่วยกันคิดภายในกลุ่มเพื่อมีการแข่งขันกับกลุ่มอื่นๆ หากเด็กไม่เข้าใจ ไปหาครูได้ ครูอาจจะมีการแบ่งเนื้อหากันเป็นหมวดๆ ก็ได้ ไปหาคนไหนเรื่องไหน
ที่สำคัญครูต้องเข้าถึงจุดบอดของเด็กว่าเด็กบอดในส่วนไหนแล้วเสริมจุดบอดนั้นให้เค้า อุดรูรั่วให้เค้า
หากเราทำแบบนี้ในระดับมัธยมต้น มัธยมปลาย ได้ดี
ผมเชื่อว่า การเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัยจะง่ายขึ้น และต่อยอดได้เร็วยิ่งขึ้นครับ
วิชาอื่นๆ ก็ทำทำนองนี้ได้เช่นกันครับ ที่สำคัญคือ ครูต้องอุทิศตัวจริงๆ เพื่อพัฒนาการของเด็กครับ
อย่าลืมว่า การสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากจะเรียนรู้นั้น สำคัญกว่าสอนให้เด็กรู้จากการรับฟังจากเราเพียงฝ่ายเดียว
หากวิธีการนี้สำเร็จ สิ่งที่สังเกตุคือ
เด็กอ่อนๆ ทั้งหลายจะรู้สึกมันส์ในการทำโจทย์ จะมาขอโจทย์อยู่เรื่อยๆ
การเรียนการสอนในวิชานั้นๆ จะเคลื่อนตัวไปได้ง่ายขึ้น
เด็กจะรู้สึกว่า ครูเหมือนเพื่อนที่ดีและลดช่องว่าทางการเรียนได้มาก จากความรู้สึก สังเกตและสัมผัสได้ด้วยหัวใจของผู้สอนและผู้เรียน
เมื่อเด็กสนุกแล้ว เค้าจะนำไปสู่การถ่ายทอดให้กับผู้อื่นและรุ่นน้องๆ ต่อไปได้ ครูจะเหนื่อยน้อยลงด้วยครับ
อื่นๆ ครับ
สอนคณิตศาสตร์ให้ลูก
เมื่อพูดถึงคณิตศาสตร์ หลายคนส่ายหน้า บอกว่าไม่ชอบ ไม่เข้าใจ ยาก ตอนสอบก็เกือบตก เข้าความจริงแล้วจะไปโทษเด็กหรือโทษคนไม่ชอบคณิตศาสตร์ก็คงไม่ได้ ต้องโทษระบบการศึกษาของเรา ที่ไม่มีครูคณิตศาสตร์ดีๆ เพียงพอ ครูสอนคณิตศาสตร์เป็นใครก็ไม่รู้ บางทีก็เอาครูวิทยาศาสตร์มาสอน จึงไม่สามารถอธิบายให้เด็กเข้าใจได้ เมื่อไม่เข้าใจแต่ต้น ยิ่งเรียนสูงก็ยิ่งไม่เข้าใจ ยิ่งไม่เข้าใจก็ยิ่งเบื่อ ยิ่งเบื่อก็ยิ่งไม่อยากเรียน ก็เลยพาลไม่ชอบไปเลย
ความจริงคณิตศาสตร์เป็นเรื่องสนุก คณิตศาสตร์ไม่ใช่เรื่องตัวเลขที่หลายคนลายตา หัวใจของคณิตศาสตร์สอนให้คนรู้จักคิด มีเหตุมีผล รู้ประมาณ รู้ขอบเขต รู้ว่าอะไรเป็นไปได้ อะไรเป็นไปไม่ได้ คณิตศาสตร์สอนให้คนมองอะไรกว้างขึ้น และยังมองลึกกว่าคนทั่วไป ตัวเลขของคณิตศาสตร์เป็นเพียงบันใดที่จะไต่ไปสู่เป้าหมายที่กล่าวข้างต้น
สมมุติว่ามีคนมาบอกว่า " พาราเซตตามอลเป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุด " คนทั่วไปก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ปลอดภัยก็ปลอดภัย ปลอดภัยก็กิน แต่คนที่เข้าใจคณิตศาสตร์ กลับมองไปอีกอย่าง คงอยากทราบใช่ไหมว่ามองอย่างไร
การที่บอกว่า พาราเซตตามอลเป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุด คำว่า " ที่สุด " ก็แปลว่า ยังมียาแก้ปวดอย่างอื่นให้เราเลือกใช้อีก ยาแก้ปวดไม่ได้มีแต่พาราเซตตามอลอย่างเดียว
คำว่า " ปลอดภัยที่สุด " ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย 100 % ปลอดภัยที่สุด แปลได้เพียงว่า ในบรรดายาแก้ปวดที่มีอยู่ ยาพาราเซตตามอลปลอดภัยกว่ายาแก้ปวดตัวอื่นๆ ความปลอดภัยอาจแค่ สมมุติว่า 90 % คนเข้าใจคณิตศาสตร์จะถามต่อว่า แล้วที่ไม่ปลอดภัยหรือที่ต้องระมัดระวังมีอะไรบ้าง
ถ้าสมมุติว่า พาราเซตตามอลปลอดภัย 90 % แต่ยาแก้ปวดอีกตัวที่ปลอดภัยรองลงมา มีความปลอดภัย 85 % แต่ราคากำละ 1 บาท (หนึ่งกำมีตั้งหลายสิบเม็ด) ในขณะที่พาราเซตตามอล เม็ดละหนึ่งบาท บางทีเราอาจไม่เลือกพาราเซตตามอลก็ได้
เห็นไหมครับว่าคนเข้าใจคณิตศาสตร์มองอะไรๆ ได้กว้างกว่า คิดอะไรๆ ได้ลึกกว่าคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนเรียนคณิตศาสตร์ได้ดี จึงมักเรียนวิชาอื่นได้ดีด้วย ทั้งนี้ก็เพราะคณิตศาสตร์ สอนให้รู้จักคิด รู้จักประยุกต์ความเข้าใจ จึงทำให้เรียนและเข้าใจวิชาอื่นได้ดีกว่าคนที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์
การที่จะทำให้เด็กเก่งคณิตศาสตร์ได้นั้น ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก พ่อแม่จึงต้องเป็นครูคณิตศาสตร์ คนแรกของลูก พูดอย่างนี้หลายคนตกใจว่าเราเองก็แย่เอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว จะไปสอนคณิตศาสตร์ ให้ลูกได้อย่างไร
ความจริงไม่ใช่เรื่องยาก ท่านสามารถสอนลูกปลูกฝังลูกได้โดยลูกไม่รู้ตัว อย่างเช่น เวลาขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็ให้อ่านตัวเลขทะเบียนรถ ถ้าโตขึ้นมาหน่อย ก็ลองให้ลูกบวกลบตัวเลขทะเบียนรถ ถ้าลูกโตขึ้นมาอีก ก็อาจกำหนดคำตอบแล้วให้ลูก ใช้ตัวเลขทะเบียนรถมาบวกลบคูณหารให้ได้ตรงคำตอบหรือใกล้เคียงที่สุด หน้าปัดความเร็วรถ คุณก็สามารถสอนเรื่องความเร็ว สอนเรื่องหน่วย ไมล์ กิโลเมตร นาฬิกาบนหน้าปัดรถ คุณก็สามารถสอนเรื่องเวลา นาที วินาที ชั่วโมง สอนเรื่องการอ่านเวลา สอนเรื่องการตรงต่อเวลา สอนเรื่องวงกลม สอนเรื่องการเคลื่อนที่ของเข็มยาว เข็มสั้น
เมื่อพาลูกไปซุปเปอร์มาร์เก็ต ถ้าเป็นเด็กเล็กคุณก็สามารถสอนเรื่องรูปทรงต่างๆ รูปทรงกลม ทรงเหลี่ยม จากป้ายราคา คุณก็ยังสามารถสอนเรื่อง บาท สตางค์ สอนเรื่องโหล กุรุส ราคาต่อหน่วย ของชนิดเดียวกันต่างยี่ห้อเปรียบเทียบว่าอันไหนถูกกว่าอันไหนแพงกว่า ถ้าเด็กโตขึ้นมาหน่อย ก็อาจให้ลองบวกเลขรวมจำนวนเงินที่ต้องจ่าย ถ้าให้ธนบัตรเท่านี้ จะได้รับเงินทอนเท่าไหร่ หยิบน้ำปลามาหนึ่งขวดคุณจะสอนอะไรให้กับลูกได้บ้าง เริ่มจากรูปทรงของขวด ถ้าเด็กโตขึ้นมาหน่อย ก็สอนเรื่องปริมาตร ลิตร ซีซี ถ้าเด็กโตขึ้นมาอีกหน่อย เปอร์เซ็นต์ส่วนประกอบของน้ำปลา ราคาที่ประหยัดกว่าเมื่อซื้อขวดใหญ่ เมื่อเทียบกับซื้อขวดเล็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถทำให้ การไปซุปเปอร์มาร์เก็ตเกิดความสนุกสนาน และเกิดการเรียนรู้ไปด้วย
เห็น ไหมครับ สิ่งรอบตัวคุณสามารถนำมาประยุกต์สอนเด็กได้ เป็นการปลูกฝังให้เด็ก รักคณิตศาสตร์โดยไม่รู้ตัว และไม่ต้องกลัวว่าคุณจะสอนไม่ได้ เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องพื้นๆ สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปที่ต้องรู้อยู่แล้ว อยู่ที่ตัวท่านจะเอาใจใส่แค่ไหนมากกว่าเมื่อเด็กรักคณิตศาสตร์ ชอบคณิตศาสตร์ เมื่อโตขึ้นเด็กก็จะขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมเอง คณิตศาสตร์ก็จะไม่เป็นยาขม ของเด็กอีกต่อไป
ที่มา : https://goo.gl/5EECQr
เมื่อพูดถึงคณิตศาสตร์ หลายคนส่ายหน้า บอกว่าไม่ชอบ ไม่เข้าใจ ยาก ตอนสอบก็เกือบตก เข้าความจริงแล้วจะไปโทษเด็กหรือโทษคนไม่ชอบคณิตศาสตร์ก็คงไม่ได้ ต้องโทษระบบการศึกษาของเรา ที่ไม่มีครูคณิตศาสตร์ดีๆ เพียงพอ ครูสอนคณิตศาสตร์เป็นใครก็ไม่รู้ บางทีก็เอาครูวิทยาศาสตร์มาสอน จึงไม่สามารถอธิบายให้เด็กเข้าใจได้ เมื่อไม่เข้าใจแต่ต้น ยิ่งเรียนสูงก็ยิ่งไม่เข้าใจ ยิ่งไม่เข้าใจก็ยิ่งเบื่อ ยิ่งเบื่อก็ยิ่งไม่อยากเรียน ก็เลยพาลไม่ชอบไปเลย
ความจริงคณิตศาสตร์เป็นเรื่องสนุก คณิตศาสตร์ไม่ใช่เรื่องตัวเลขที่หลายคนลายตา หัวใจของคณิตศาสตร์สอนให้คนรู้จักคิด มีเหตุมีผล รู้ประมาณ รู้ขอบเขต รู้ว่าอะไรเป็นไปได้ อะไรเป็นไปไม่ได้ คณิตศาสตร์สอนให้คนมองอะไรกว้างขึ้น และยังมองลึกกว่าคนทั่วไป ตัวเลขของคณิตศาสตร์เป็นเพียงบันใดที่จะไต่ไปสู่เป้าหมายที่กล่าวข้างต้น
สมมุติว่ามีคนมาบอกว่า " พาราเซตตามอลเป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุด " คนทั่วไปก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ปลอดภัยก็ปลอดภัย ปลอดภัยก็กิน แต่คนที่เข้าใจคณิตศาสตร์ กลับมองไปอีกอย่าง คงอยากทราบใช่ไหมว่ามองอย่างไร
การที่บอกว่า พาราเซตตามอลเป็นยาแก้ปวดที่ปลอดภัยที่สุด คำว่า " ที่สุด " ก็แปลว่า ยังมียาแก้ปวดอย่างอื่นให้เราเลือกใช้อีก ยาแก้ปวดไม่ได้มีแต่พาราเซตตามอลอย่างเดียว
คำว่า " ปลอดภัยที่สุด " ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย 100 % ปลอดภัยที่สุด แปลได้เพียงว่า ในบรรดายาแก้ปวดที่มีอยู่ ยาพาราเซตตามอลปลอดภัยกว่ายาแก้ปวดตัวอื่นๆ ความปลอดภัยอาจแค่ สมมุติว่า 90 % คนเข้าใจคณิตศาสตร์จะถามต่อว่า แล้วที่ไม่ปลอดภัยหรือที่ต้องระมัดระวังมีอะไรบ้าง
ถ้าสมมุติว่า พาราเซตตามอลปลอดภัย 90 % แต่ยาแก้ปวดอีกตัวที่ปลอดภัยรองลงมา มีความปลอดภัย 85 % แต่ราคากำละ 1 บาท (หนึ่งกำมีตั้งหลายสิบเม็ด) ในขณะที่พาราเซตตามอล เม็ดละหนึ่งบาท บางทีเราอาจไม่เลือกพาราเซตตามอลก็ได้
เห็นไหมครับว่าคนเข้าใจคณิตศาสตร์มองอะไรๆ ได้กว้างกว่า คิดอะไรๆ ได้ลึกกว่าคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนเรียนคณิตศาสตร์ได้ดี จึงมักเรียนวิชาอื่นได้ดีด้วย ทั้งนี้ก็เพราะคณิตศาสตร์ สอนให้รู้จักคิด รู้จักประยุกต์ความเข้าใจ จึงทำให้เรียนและเข้าใจวิชาอื่นได้ดีกว่าคนที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์
การที่จะทำให้เด็กเก่งคณิตศาสตร์ได้นั้น ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก พ่อแม่จึงต้องเป็นครูคณิตศาสตร์ คนแรกของลูก พูดอย่างนี้หลายคนตกใจว่าเราเองก็แย่เอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว จะไปสอนคณิตศาสตร์ ให้ลูกได้อย่างไร
ความจริงไม่ใช่เรื่องยาก ท่านสามารถสอนลูกปลูกฝังลูกได้โดยลูกไม่รู้ตัว อย่างเช่น เวลาขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็ให้อ่านตัวเลขทะเบียนรถ ถ้าโตขึ้นมาหน่อย ก็ลองให้ลูกบวกลบตัวเลขทะเบียนรถ ถ้าลูกโตขึ้นมาอีก ก็อาจกำหนดคำตอบแล้วให้ลูก ใช้ตัวเลขทะเบียนรถมาบวกลบคูณหารให้ได้ตรงคำตอบหรือใกล้เคียงที่สุด หน้าปัดความเร็วรถ คุณก็สามารถสอนเรื่องความเร็ว สอนเรื่องหน่วย ไมล์ กิโลเมตร นาฬิกาบนหน้าปัดรถ คุณก็สามารถสอนเรื่องเวลา นาที วินาที ชั่วโมง สอนเรื่องการอ่านเวลา สอนเรื่องการตรงต่อเวลา สอนเรื่องวงกลม สอนเรื่องการเคลื่อนที่ของเข็มยาว เข็มสั้น
เมื่อพาลูกไปซุปเปอร์มาร์เก็ต ถ้าเป็นเด็กเล็กคุณก็สามารถสอนเรื่องรูปทรงต่างๆ รูปทรงกลม ทรงเหลี่ยม จากป้ายราคา คุณก็ยังสามารถสอนเรื่อง บาท สตางค์ สอนเรื่องโหล กุรุส ราคาต่อหน่วย ของชนิดเดียวกันต่างยี่ห้อเปรียบเทียบว่าอันไหนถูกกว่าอันไหนแพงกว่า ถ้าเด็กโตขึ้นมาหน่อย ก็อาจให้ลองบวกเลขรวมจำนวนเงินที่ต้องจ่าย ถ้าให้ธนบัตรเท่านี้ จะได้รับเงินทอนเท่าไหร่ หยิบน้ำปลามาหนึ่งขวดคุณจะสอนอะไรให้กับลูกได้บ้าง เริ่มจากรูปทรงของขวด ถ้าเด็กโตขึ้นมาหน่อย ก็สอนเรื่องปริมาตร ลิตร ซีซี ถ้าเด็กโตขึ้นมาอีกหน่อย เปอร์เซ็นต์ส่วนประกอบของน้ำปลา ราคาที่ประหยัดกว่าเมื่อซื้อขวดใหญ่ เมื่อเทียบกับซื้อขวดเล็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถทำให้ การไปซุปเปอร์มาร์เก็ตเกิดความสนุกสนาน และเกิดการเรียนรู้ไปด้วย
เห็น ไหมครับ สิ่งรอบตัวคุณสามารถนำมาประยุกต์สอนเด็กได้ เป็นการปลูกฝังให้เด็ก รักคณิตศาสตร์โดยไม่รู้ตัว และไม่ต้องกลัวว่าคุณจะสอนไม่ได้ เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องพื้นๆ สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปที่ต้องรู้อยู่แล้ว อยู่ที่ตัวท่านจะเอาใจใส่แค่ไหนมากกว่าเมื่อเด็กรักคณิตศาสตร์ ชอบคณิตศาสตร์ เมื่อโตขึ้นเด็กก็จะขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมเอง คณิตศาสตร์ก็จะไม่เป็นยาขม ของเด็กอีกต่อไป
ที่มา : https://goo.gl/5EECQr
นวัตกรรม หมายถึง การกระทำสิ่งใหม่ที่สร้างสรรค์มีหลายรูปแบบ เช่น ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ เป็นต้น เช่น นวัตกรรมการศึกษา ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อการศึกษา
ที่มาของวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=gGUR77eQT6Q
ที่มาของรูปภาพ https://goo.gl/ncqzoy
ที่มาของวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=gGUR77eQT6Q
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

